ข้อมูลมีคุณค่า
ในยุคของข้อมูลและสารสนเทศ ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิมทำให้การนำข้อมูลมาใช้ไม่สะดวก สูญหายง่าย แต่การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล และพัฒนาการของการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลและสารสนเทศได้ทุกที่ทุกเวลา
ในปัจจุบันไม่เป็นเพียงผู้ใช้ประโยชน์ข้อมูลดิจิทัลเท่านั้น เเต่ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างช้อมูลดิจิทัลด้วย เช่น การอัพโหลดรูปส่วนตัว การส่งอีเมล ข้อความในสื่อออนไลน์ การส่งต่อข้อความโดยผ่านการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ นำข้อมูลดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ต่อได้ บริษัทต่างๆ ได้มีการนำข้อมูลดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดมูลค่ามหาศาล เช่น บริษัทที่ให้บริการจองโรงเเรมที่พัก
1. โคโรนาไวรัส คืออะไร
จนกระทั่งในปลายปี 2019 ก็เกิดการระบาดของโคโรนาไวรัสขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้พบว่าเป็นโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ที่ไม่เคยพบการระบาดมาก่อน จึงมีการเรียกชื่อไวรัสตัวนี้ว่า โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยภายหลังก็ได้มีการเรียกชื่อไวรัสตัวนี้ใหม่อย่างเป็นทางการ ว่า SARS-CoV-2 หรือ 2019-nCoV และทาง WHO ก็ได้ประกาศชื่อโรคอย่างเป็นทางการ ว่า COVID-19 ซึ่งย่อมาจาก CO : Corona, VI : Virus, D : Disease และ 19 ซึ่งก็คือปี 2019 ปีที่เริ่มต้นระบาดนั่นเอง
2. COVID-19 ระบาดมาจากไหน
3. โคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ ติดต่อทางไหน แพร่จากคนสู่คนได้อย่างไร
เกิดจากการสูดดมเอาละอองฝอยในอากาศที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป หากร่างกายสูดดมเอาละอองฝอยจากการไอ จาม ของผู้ติดเชื้อก็จะสามารถรับเชื้อโคโรนาไวรัสเข้าสู่ร่างกายได้ เช่นเดียวกันกับการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ อุจจาระ หรือไปสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้ออยู่ แล้วเอามือมาจับของกินเข้าปาก ถูหน้า ขยี้ตา ก็อาจจะติดเชื้อไวรัสก่อโรค COVID 19 ได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ อัตราการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ใหม่ พบว่า ผู้ติดเชื้อ 1 ราย สามารถแพร่เชื้อให้คนรอบข้างได้อีก 2-6 ราย โดยเฉลี่ย
4. COVID-19 รับเชื้อแล้วป่วยทันทีเลยไหม

5. COVID-19 อาการเป็นอย่างไร
อาการโคโรนาไวรัสจะคล้าย ๆ กับไข้หวัดทั่วไป โดยจะมีไข้สูง ไอ จาม มีน้ำมูก หายใจหอบเหนื่อย แต่หากเป็นมากก็อาจมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ท้องเสีย อาเจียน และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างอาการปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งความรุนแรงของอาการก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย เช่น ความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค จำนวนเชื้อที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย รวมไปถึงระยะเวลาที่ได้รับเชื้อไวรัส
6. โคโรนาไวรัส กลัวอะไรบ้าง
7. พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อมีอะไรบ้าง ?
ตัวอย่างเช่น
- เดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาด
- สัมผัสสารคัดหลั่งจากการไอ จาม ของผู้ติดเชื้อ
- ชอบนำมือมาสัมผัสใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นขยี้ตา แคะจมูก แคะหู
- ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ล้างมือก่อนหยิบจับอาหารมารับประทาน
- รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
- อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย หรือผู้เข้าข่ายเฝ้าระวัง
- อยู่ในบริเวณที่มีคนจำนวนมาก สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน
8. กักตัว 14 วันต้องทำอะไรบ้าง ?
9. ตรวจหา COVID-19 ที่โรงพยาบาลไหนได้บ้าง ค่าตรวจเท่าไร
1. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000-6,000 บาท (หากไม่มีอาการ ไม่รับตรวจ)
2. โรงพยาบาลเปาโล ทุกสาขา ค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 (รวมค่าบริการแล้ว) ทราบผลวันรุ่งขึ้น
3. โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท รับตรวจวันจันทร์-ศุกร์
4. โรงพยาบาลพญาไท 1 ค่าใช้จ่ายประมาณ 7,300 บาท (ยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ)
5. โรงพยาบาลพญาไท 2 ค่าใช้จ่ายประมาณ 6,500 บาท
6. โรงพยาบาลแพทย์รังสิต ค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาท (รวมค่าบริการแล้ว) รู้ผลไม่เกิน 2 วัน
7. โรงพยาบาลนวมินทร์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 7,300 บาท (ยังไม่รวมค่าบริการอื่น ๆ)
8. โรงพยาบาลรามคำแหง (ไดรฟ์ทรู) ค่าใช้จ่ายประมาณ 6,500 บาท
9. โรงพยาบาลวิภาวดี (ไดรฟ์ทรู) ค่าใช้จ่ายประมาณ 6,500 บาท
10. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ค่าใช้จ่ายประมาณ 7,500 บาท
11. โรงพยาบาลพระราม 9 ค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000-10,000 บาท
12. โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ค่าใช้จ่ายประมาณ 9,900 บาท
10. ใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน COVID-19 ได้ไหม

11. วิธีป้องกัน COVID-19 ทำยังไงได้บ้าง
นอกจากการใส่หน้ากากอนามัยแล้ว วิธีป้องกัน COVID-19 ก็ควรกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อย ๆ กินอาหารปรุงสุก รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด หรือหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอกที่มีคนพลุกพล่าน ก็ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และพกเจลล้างมือติดตัวเอาไว้ทำความสะอาดมือบ่อย ๆ ด้วย
หรือหากจำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ก็ไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอ จาม พยายามรักษาระยะห่างที่ประมาณ 2 เมตร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
แพทยสภา, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมควบคุมโรค, กรมควบคุมโรค, กรมควบคุมโรค, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, เฟซบุ๊ก กรมควบคุมโรค, เฟซบุ๊ก KSecurities, เฟซบุ๊ก Infectious ง่ายนิดเดียว, Thai PBS, Thai PBS
https://covid-19.kapook.com/view219917.html
การทำนายอนาคตและสถิติทั่วโลก
การทำนาย
1. จำนวนผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว (confirmed case) จะเป็นเท่าไรในอนาคตอันใกล้
เทคนิคสำคัญ: Interquartile range, AR-X(1)
เราสามารถคาดการณ์จำนวน confirmed case ด้วยเทคนิคสถิติที่คุ้นเคยกันคือ Interquartile range จากข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่มี confirmed case ตั้งแต่หลักพันขึ้นไป เราจะหา first quartile และ third quartile เป็น lower bound และ upper bound ของจำนวนผู้ติดเชื้อในวันถัดไป เทคนิคนี้เป็นวิธี non-parametric หมายความว่า เราคาดการณ์จากข้อมูลที่เรามีโดยไม่ได้ตั้งข้อสมมติฐานเกี่ยวกับการแจกแจงของข้อมูลเลย และไม่ว่าข้อมูลเราจะมีการแจกแจงเป็นลักษณะใดก็ตาม วิธีนี้ก็ยังได้ผลอยู่ซึ่งเป็นข้อดีของวิธี non-parametric อย่างไรก็ดี การคาดการณ์นี้ยังตั้งอยู่บนข้อสมมติฐานที่ว่า จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่เราต้องการคาดการณ์มีสหสัมพันธ์ (correlation) กับจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศอื่น
จำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อหลักพันขึ้นไปในแต่ละวัน
2. สถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19(confirmed case) ในแต่ละประเทศเป็นอย่างไร
เทคนิคสำคัญ: Principal Coordinates Analysis (PCoA), k-means clustering
ถ้าสังเกตกราฟของจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละประเทศ ในภาพที่ 3 การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากดูผิวเผินแล้ว แต่ละประเทศมีการกระจายตัวของข้อมูลที่แตกต่างกัน จึงยากที่จะแบ่งแต่ละประเทศอยู่ในกลุ่มต่างๆ แต่ก่อนที่จะใช้เทคนิคจัดแต่ละประเทศอยู่ในแต่ละกลุ่ม บทความของ Jun ได้ใช้เทคนิค Principal Coordinates Analysis เพื่อลดขนาดของข้อมูลลงมา เพื่อให้เทคนิคที่เราจะใช้ต่อไปสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ เทคนิคนี้ต่างจากการเลือกตัวแปร (feature selection) โดยตัวแปรที่เกิดขึ้นจากเทคนิคนี้ จะไม่ใช่หนึ่งในตัวแปรที่มีอยู่ในข้อมูลเดิม แต่จะเป็นการรวมกันของหลายๆ ตัวแปร เพื่อเก็บรายละเอียดที่สำคัญของแต่ละตัวแปรไว้อยู่ ถ้าผู้อ่านคุ้นเคยกับเทคนิค Principal Components Analysis (PCA) อยู่แล้ว สองวิธีนี้จะคล้ายกัน เพียงแต่ว่า PCA จะใช้ correlation ระหว่างตัวแปร แต่ PCoA จะใช้ระยะทาง (distance) ระหว่างตัวแปรเพื่อสร้างตัวแปรใหม่ในข้อมูลที่มีขนาดเล็กลงมา
ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม
หลังจากเราย่อส่วนของข้อมูลด้วย PCoA แล้ว เราจะมาแบ่งกลุ่มข้อมูลแต่ละประเทศด้วยเทคนิค k-means clustering โดยเป้าหมายคือทำให้ระยะทาง (Euclidean distance) ระหว่างข้อมูลและค่าเฉลี่ยของกลุ่มนั้นรวมแล้วน้อยที่สุดโดยเทคนิค k-means clustering ถือว่าเป็น unsupervised learning เนื่องจากเรามีแค่ข้อมูลผู้ติดเชื้อในแต่ละประเทศ แต่เราไม่มีข้อมูลที่บอกว่าแท้จริงแล้ว ในแต่ละประเทศอยู่ในกลุ่มใด หลักการทำงานของวิธีการนี้ คือ จากค่าเฉลี่ยของ 5 กลุ่มที่เราเลือก เราจะจัดแต่ละประเทศอยู่ในกลุ่มที่ระยะห่างกับค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด หลังจากจัดกลุ่มเรียบร้อยแล้ว เราคำนวณค่าเฉลี่ยใหม่จนกระทั่งกลุ่มที่แต่ละประเทศอยู่เป็นกลุ่มที่ระยะห่างกับค่าเฉลี่ยกลุ่มน้อยที่สุด จากผลลัพธ์ในบทความโดย Jun เราได้เห็นข้อมูลแต่ละประเทศที่จัดออกเป็น 5 กลุ่ม โดย k-means clustering
กลุ่มสีเขียวเข้มมีแค่ประเทศจีนซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดการกับ Covid-19 ได้สำเร็จ
กลุ่มสีเขียวอ่อน ข้อมูลที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน เป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบ Covid-19 เป็นกลุ่มแรกๆ และจำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างคงที่ ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
กลุ่มสีแดง เช่น อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เป็นกลุ่มที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
3. ตอนนี้คนส่วนมากรู้สึกอย่างไรและกังวลเรื่องอะไรในช่วงวิกฤต Covid-19
เทคนิคสำคัญ: Network Analysis
บทความโดย Yanqing Shen ได้ศึกษาทัศนคติของผู้คน และประเด็นที่ผู้คนนิยมพูดถึงกันในสถานการณ์ที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนในสหรัฐ จากข้อมูล twitter ที่ปรากฏคำว่า "mask" โดยใช้เทคนิค network analysis ก่อนที่เราจะใช้เทคนิคนี้เพื่อศึกษาทัศนคติของผู้คน เราจะต้องจัดการข้อมูล (clean data) ซึ่งการจัดการข้อมูลที่เป็นข้อความเพื่อทำ text mining นั้นค่อนข้างแตกต่างจากข้อมูลประเภทอื่น อันดับแรก เราต้องแปลงจากข้อความออกเป็นแต่ละคำโดยนำเครื่องหมายวรรคตอน, ตัวเลข, stopwords (เช่น a, an, the) และ URL ออก เนื่องจากไม่ใช่ทุกข้อความที่มีคำว่า "mask" จะเกี่ยวกับเรื่องหน้ากากอนามัยเสมอไป เราจะต้องหา keyword ที่ปรากฏในข้อความที่แสดงว่าข้อความนี้ไม่เกี่ยวกับหน้ากากอนามัยออก เช่น "Movie", "Bremner"
เมื่อ COVID-19 ทำให้เราได้ “เรียนรู้” และ “ปรับเปลี่ยน”
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 (โควิด-19) ทำให้ผู้คนเกิดความวิตกกังวลไปทั่วโลก มีการปิดเมือง ปิดประเทศ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค สนามบินเงียบเหงา สถานที่ท่องเที่ยวแทบร้างผู้คน หลายธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จนต้องลดพนักงาน เลิกจ้าง หรือปิดตัวเองลง ผู้คนไม่จำเป็นก็ไม่ออกนอกบ้าน ไม่กล้าอยู่ในที่คนพลุกพล่าน และคอยติดตามข่าวสารเพื่ออัพเดทการแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับนั้นก็มีทั้งจริงและปลอมปะปนกัน หรือบางข้อมูลที่เราเคยยึดถือเป็นแนวทางในการป้องกันการติดเชื้อ ก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ขึ้น เช่นการใช้ช้อนกลางตักอาหารก็มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากการสัมผัสช้อนร่วมกันได้ ต้องเปลี่ยนมากินร้อน ช้อนใครช้อนมัน และหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

แต่หากมองในแง่ดี การระบาดในวงกว้างของ COVID-19 ก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ มากขึ้น รวมถึงในภาครัฐ และภาคธุรกิจ ก็ตระหนักถึงการต้องปรับเปลี่ยน และปรับตัว เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงในการการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ ในอนาคตมากขึ้นด้วย เช่น ประเทศไต้หวันที่แม้จะอยู่ใกล้กับประเทศจีน มีพลเมืองหลายล้านคนทำงานในจีน รวมถึงนักท่องเที่ยวจากจีนก็เดินทางมาไต้หวันเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะพบผู้ป่วย COVID-19 สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับกลายเป็นว่า ไต้หวันมีการแพร่ระบาดน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก นั่นเพราะตั้งแต่เมื่อครั้งมีการระบาดของโรคซาร์ส รัฐบาลไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์สุขภาพแห่งชาติ (NHCC) ขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์จัดการภัยพิบัติที่มุ่งเน้นการตอบสนองในเชิงรุกต่อการเกิดโรคระบาดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ โดยใช้ฐานข้อมูลประกันสุขภาพของประเทศ รวมเข้ากับฐานข้อมูลการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เพื่อสร้าง Big Data ในการวิเคราะห์ แจ้งเตือน และป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไต้หวันจึงรับมือกับการระบาดของ COVID-19 ได้อย่างรวดเร็ว

COVID-19 แม้จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงถึงขั้นที่เป็นแล้วเสียชีวิตทุกคนก็ตาม แต่ก็แพร่กระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความหวาดระแวงไปทั่ว หลายอย่างชะลอตัว ไปจนถึงขั้นหยุดชะงัก แต่ในทางกลับกันก็กระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนเพื่อเป็นทางเลือกสู่ทางรอดมากขึ้น เช่น
- หน้ากากอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐานจะถูกปฏิเสธจากผู้บริโภคมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีความรู้ในเลือกซื้อและเลือกใช้ดีขึ้น
- บริษัทผลิตชุดบุคลากรทางการแพทย์ เริ่มหันมาทำหน้ากากผ้าแบบซักได้เพื่อใช้แทนหน้ากากอนามัย โดยผลิตจากเส้นใยผ้าต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและฝุ่น PM2.5 สามารถซักแล้วใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ป้องกันเชื้อไวรัสได้ด้วย
- ก๊อกน้ำ หรือลูกบิดประตู จะถูกคิดเพื่อลดการสัมผัสให้มากที่สุด เช่นเป็นแบบโยกเปิดปิดที่สามาถใช้ข้อศอกหรือวัสดุอื่นในการสัมผัสแทนมือได้ หรือทำเป็นระบบอัตโนมัติ หรือกึ่งอัตโนมัติมากขึ้น
- ระบบชำระเงินออนไลน์จะเป็นตัวเลือกในการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเองก็เริ่มกังวลในการสัมผัสธนบัตร หรือเงินเหรียญ ซึ่งอาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย
- ประกันภัยต่างๆ ที่ออกมาจะทันต่อสถานการณ์มากขึ้น และซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องเดินทางเพื่อออกไปซื้อ
- บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติจะถูกใช้เป็นทางเลือกในการใช้แล้วทิ้งมากขึ้น ทั้งช่องทางเดลิเวอรี่ และการสั่งอาหารจากร้านค้า เพื่อลดการปนเปื้อนจากการสัมผัสภาชนะที่ลูกค้านำมาเอง และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง
- วัตถุดิบบางอย่างอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ต้องนำเข้าสินค้าเพิ่มเติม การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบจากแหล่งที่หลากหลายได้มากขึ้น
ในทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ ขอให้รับมือกับมันอย่างมีสติ โรคระบาดทำให้เราหวาดกลัว แต่ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองมากขึ้น โรคระบาดทำให้หลายธุรกิจหยุดชะงัก แต่อาจเป็นโอกาสในการกลับมาตั้งหลัก เพื่อเตรียมก้าวเดิน หรือก้าวกระโดดไปให้ไกลกว่าเดิม อย่าท้อแท้ แต่ให้มองหาโอกาสที่เป็นทางเลือกสู่ทางรอดในยามวิกฤตของเราให้เจอ
ที่มา : https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/tips-for-you/corona-make-change.html
สถิติทั่วโลก
ประเด็นน่าสนใจ
- ผู้ป่วยโควิด-19 ทั่วโลกเพิ่มอีก 2.7 แสนราย รวมเป็น 28.2 ล้านราย หายป่วยสะสม 19 ล้านคน และเสียชีวิตสะสม 9.11 แสนคน
- อินเดีย ทำสถิติ New high อีกครั้ง พบผู้ป่วยเพิ่มอีกกว่า 97,000 ราย
- พม่ายังสั่งล็อกดาวน์กรุงย่างกุ้ง ถึงวันที่ 1 ต.ค.
สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศที่มีการระบาดรุนแรง
- สหรัฐฯ พบผู้ป่วยรายใหม่อีก 3.8 หมื่นราย รวมสะสม 6.46 ล้านราย หายป่วยสะสม 3.53 ล้านราย และเสียชีวิตสะสม 1.92 แสนราย
. - US CDC ประมาณการณ์ว่า ในต้นเดือน ต.ค. นี้ สหรัฐฯ จะมีผู้เสียชีวิตด้วยโควิด-19 กว่า 2 แสนราย นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ “Twin-demic” คือการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ร่วมกับโควิด-19
. - อินเดีย พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 9.7 หมื่นราย รวมผู้ป่วยสะสม 4.65 ล้านราย หายป่วยสะสม 3.6 ล้านราย และเสียชีวิตสะสม 7.74 หมื่นราย โดยคาดการณ์ว่า ในสุดสัปดาห์หน้า อินเดียวจะมีผู้ป่วยโควิด-19 เกิน 5 ล้านราย เนื่องจากแนวโน้มยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
. - บราซิล พบผู้ป่วยรายใหม่ 4.3 หมื่นราย รวมผู้ป่วยสะสม 4.28 ล้านคน หายป่วยสะสม 3.53 ล้านคน เสียชีวิตสะสม 1.3 แสนคน
. - แนวโน้มการพบผู้ป่วยในระลอกที่สอง ในหลายประเทศเช่น สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิสราเอล มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และสูงกว่าการระบาดในระลอกแรก
. - เม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สะสมมากว่า 7 หมื่นคนแล้ว
- เกาหลีใต้ พบผู้ป่วยเพิ่ม 136 ราย รวมเป็น 22,055 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 5 ราย รวมสะสม 355 ราย
. - ญี่ปุ่น พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มอีก 645 ราย รวมสะสม 74,688 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 9 ราย รวมสะสม 1,441 ราย
. - ฟิลิปปินส์ – อินโดนีเซีย ยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่กว่าวันละเกือบ 4 พันราย และแนวโน้มยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด
. - พม่า รายงานพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่ม 23 ราย รวมผู้ป่วยโควิด-19 สะสมในพม่า 2,445 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมสะสม 14 ราย ซึ่งแนวโน้มการระบาดในพม่าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องมีการนั่งล็อกดาวน์เมืองย่างกุ้งแล้ว ตั้งแต่ 11 ก.ย. – 1 ต.ค.
. - มาเลเซีย พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มอีก 182 ราย รวม 9,810 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมสะสมที่ 128 ราย โดยกลุ่มก้อนที่พบกเป็นกลุ่ม Benteng LD จำนวน 167 คน หลังจากที่มีการจับกุมแรงงานต่างด้าวได้ 2 ราย และนำตัวไปขังไว้ ทำให้มีการแพร่ระบาดกันภายในกลุ่มก้อนนี้
. - เวียดนาม พบผู้ป่วยเพิ่ม 1 ราย รวม 1,060 ราย โดยรายใหม่เป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากรัสเซีย
. - กัมพูชา ปฏิเสธรายงานของเวียดนามก่อนหน้านี้ ที่มีรายงานการพบผู้ป่วยโควิด-19 ในเวียดนาม ซึ่งเดินทางกลับจากกัมพูชา จำนวน 3 ราย
. - ลาว พบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม 1 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 23 ราย โดยรายล่าสุดเป็น ทหารชาวลาว ที่เดินทางไปร่วมการแข่งขัน International Army Games ที่รัสเซีย โดยเดินทางกลับมาถึงประเทศลาวเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา ผลการตรวจหาเชื้อครั้งแรก ไม่พบเชื้อ
ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลก
28,781,473
ราย
กำลังรักษา
8,388,791
ราย
รักษาหาย
19,472,092
ราย
ผู้เสียชีวิต
920,590
ศพ
ที่มา http://www.setthasarn.econ.tu.ac.th/blog/detail/61/?fbclid=IwAR2UULitjdS3StsR4pqosHAuZJBtxUtxBS38FOb5SFkINLqalddhJtDSsz0
https://www.thairath.co.th/event_corona https://mthai.com/news/73548.html
ศบค. รายงานสถิติ และ วิดิโอล่าสุด